เลเวอเรจ (Leverage) คือ ใช้เท่าไหร่ดี พร้อมสูตรคำนวณตัวอย่างใช้งานจริง

zixminer
5 Min Read

Leverage Forex ช่วยนักเทรดมือใหม่อย่างไร? เปิดเผยเทคนิคที่คุณต้องรู้

เลเวอเรจ คือ อัตราทดเป็นตัวช่วยในการออก Lot size ถ้าเรามี Leverage มากขึ้น เราก็สามารถออก Lot Size ได้มากขึ้น ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุน รวมถึงการวิเคราะห์ forex ด้วยโดยทั่วไปแล้ว leverage หมายถึงการใช้เงินที่ยืมมาจากโบรกเกอร์เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนที่สามารถทำได้ แม้จะมีทุนจริงเพียงน้อยนิด เลเวอเรจ คือ ในตลาดฟอเร็กซ์มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากทำให้นักเทรดสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าทุนจริงของตนได้โดยไม่ต้องใช้เงินทั้งหมดที่มี

Contents

Leverage นั้นอธิบายได้ง่ายๆ เช่น หาก โบรกเกอร์ เสนอ เลเวอเรจ ที่อัตรา 1:100 หมายความว่า สำหรับทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่นักเทรดมีในบัญชีของตน พวกเขาสามารถควบคุมเงินที่ใช้ในการเทรดได้ถึง 100 ดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้นักเทรดมีโอกาสในการทำกำไรที่สูงขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วย

เลเวอเรจ คือ อะไร

เลเวอเรจควรใช้เท่าไหร่

คำตอบสั้น ๆ เลือกเลเวอเรจให้ “เหมาะกับขนาดพอร์ตและสไตล์เทรด” มากกว่าตามตัวเลขสูงสุดของโบรกเกอร์ หากคุณเป็นมือใหม่ แนะนำเริ่ม 1:50–1:200 เพื่อให้มาร์จินที่ใช้ไม่มากเกินไป และยังมีสภาพคล่องเหลือสำหรับลากออเดอร์ตามแผน ส่วนเทรดเดอร์ที่ชำนาญและมีระบบคุมความเสี่ยงเข้ม อาจใช้ 1:500 เพื่อใช้มาร์จินน้อยลง แต่ “ห้าม” เพิ่มล็อตเกินแผนเพียงเพราะเลเวอเรจสูง คุมความเสี่ยงต่อดีลไว้ 1–2% วัดจากระยะ Stop Loss เป็นหลัก แล้วค่อยคำนวณล็อตที่เหมาะสม สรุปคือ เลเวอเรจไม่ใช่ตัวกำไร เลเวอเรจเป็นแค่เครื่องมือที่ต้องใช้คู่กับวินัยและ Money Management

เทรดด้วยต้นทุนต่ำ

เลเวอเรจ 1:100 คืออะไร

เลเวอเรจ 1:100 หมายถึง ต้องวางเงินประกัน (มาร์จิน) เพียง 1% ของมูลค่าสัญญา เช่น สัญญา EUR/USD มูลค่า 10,000 ดอลลาร์ หากใช้เลเวอเรจ 1:100 จะต้องใช้มาร์จิน 100 ดอลลาร์ (10,000/100) ข้อดีคือใช้ทุนประกันน้อย คงสภาพคล่องในพอร์ตได้มากขึ้น เหมาะกับสายเทรดที่ต้องการเปิดหลายดีลตามระบบ แต่จุดที่ต้องระวังคือ แม้ใช้มาร์จินน้อย ความผันผวนของกำไร/ขาดทุนยังคงขึ้นกับ “ขนาดล็อตและระยะ Stop Loss” ไม่ใช่เลเวอเรจโดยตรง อย่าขยายล็อตเพียงเพราะเห็นมาร์จินว่างเหลือเยอะ ให้เริ่มจากคำนวณความเสี่ยงต่อดีลก่อน (เช่น 1–2% ของพอร์ต) แล้วหา “ล็อตที่เหมาะสม” จากระยะ Stop Loss จึงค่อยเลือกเลเวอเรจ 1:100 เพื่อให้มาร์จินที่ใช้สอดคล้องกับแผน

สูตรในการคำนวณเลเวอเรจ คืออะไร

แนวคิดหลักมี 3 สูตรใช้งานจริง

ล็อตที่เหมาะสมจากความเสี่ยง = (เงินพอร์ต × %ความเสี่ยงต่อดีล) ÷ (มูลค่าความเสี่ยงต่อหน่วยการเคลื่อนไหว × ระยะ SL)
สำหรับคู่ที่มี USD เป็นสกุลอ้างอิง เช่น EUR/USD, GBP/USD มูลค่าต่อ 1 pip ของ 1 ล็อตมาตรฐาน ≈ 10 ดอลลาร์ (0.1 ล็อต ≈ 1 ดอลลาร์/พิป) ส่วน XAUUSD (1 ล็อต = 100 oz) ราคาเคลื่อน 1 ดอลลาร์ จะเท่ากับ 100 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อต (0.1 ล็อต ≈ 10 ดอลลาร์/การเคลื่อน 1 ดอลลาร์)

มาร์จินที่ต้องใช้ = (ขนาดสัญญา × จำนวนล็อต × ราคา) ÷ เลเวอเรจ

เลเวอเรจที่ต้องการ = มูลค่าสัญญา ÷ มาร์จินที่มี

ตัวอย่างการคำนวณ (GBP/USD, EUR/USD, XAUUSD)

สมมติพอร์ต $1,000, เสี่ยงดีละ 2% = $20, เลเวอเรจ 1:100

อ้างอิงราคาปัจจุบัน:

  • XAU/USD ใกล้ ~$3,680/oz (ช่วงวัน 3,674–3,695), แหล่งราคา Bloomberg และ Investing.com. Bloomberg.com+1
  • GBP/USD ใกล้ ~1.3645, แหล่งราคา Investing.com. Investing.com
  • EUR/USD ใกล้ ~1.1858, แหล่งราคา Investing.com. Investing.com

(สอดคล้องกับรายงานราคาทองคำวันนี้จาก Reuters ว่าแกว่งแถว ~$3,683/oz.) Reuters

GBP/USD

  • ราคาอ้างอิง: 1.3645 Investing.com
  • ลอง 0.10 ล็อต (10,000 GBP) → มูลค่าสัญญา = 10,000 × 1.3645 = $13,645.00
  • มาร์จินที่ต้องใช้ (1:100) = 13,645 ÷ 100 = $136.45
  • มูลค่าต่อพิป: 0.10 ล็อต ≈ $1/พิป
  • ตั้ง SL 20 พิป → ความเสี่ยง = 20 × $1 = $20 (=2% ของพอร์ต)

สรุป: ขนาด 0.10 ล็อต, SL 20 พิป ตรงตามแผนความเสี่ยง และใช้มาร์จิน $136.45

EUR/USD

  • ราคาอ้างอิง: 1.1858 Investing.com
  • ถ้า 0.10 ล็อต → มูลค่าสัญญา = 10,000 × 1.1858 = $11,858.00
  • มาร์จิน (1:100) = 11,858 ÷ 100 = $118.58
  • มูลค่าต่อพิป: 0.10 ล็อต ≈ $1/พิป
  • ตั้ง SL 25 พิป → ความเสี่ยง = 25 × $1 = $25 (>2%)
  • ปรับเหลือ 0.08 ล็อต → มูลค่าต่อพิป ≈ $0.8/พิป → ความเสี่ยง = 25 × $0.8 = $20
    • มูลค่าสัญญา 0.08 ล็อต = 8,000 × 1.1858 = $9,486.40
    • มาร์จิน (1:100) = $94.86

XAU/USD (ทองคำ)

  • ราคาอ้างอิง: ~$3,680/oz (ช่วงวัน ~3,674–3,695) Bloomberg.com+1
  • สเปค: 1 ล็อต = 100 oz → $1 เคลื่อน = $100/ล็อต
  • เพื่อเสี่ยง $20 ที่ SL = $8 ต้องให้มูลค่าต่อ $1 เคลื่อน = $2.5
  • เลือก 0.025 ล็อต (= 2.5 oz) → $1 เคลื่อน = $2.5; ความเสี่ยง = 8 × 2.5 = $20 ✅
    • มูลค่าสัญญา = 2.5 × 3,680 = $9,200
    • มาร์จิน (1:100) = $92.00

หมายเหตุสั้น ๆ

  • การตั้งเลเวอเรจไม่เปลี่ยน “ความเสี่ยงต่อดีล” ถ้าคุณ ไม่เพิ่มล็อต เกินที่คำนวณจาก %ความเสี่ยงและระยะ SL
  • ใช้เลเวอเรจเพื่อ “ลดมาร์จินที่ต้องกันไว้” ไม่ใช่เพื่อขยายล็อตโดยไร้แผน
ภาพแสดงการใช้เลเวอเรจ

ความเสี่ยงของการใช้ เลเวอเรจ

  1. การสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว
    ในขณะที่ เลเวอเรจ คือ สามารถเพิ่มกำไรได้ มันก็สามารถเพิ่มความสูญเสียได้เช่นกัน หากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับที่คาดการณ์ การสูญเสียจะขยายตัวตามอัตราของ leverage ซึ่งอาจทำให้นักเทรดสูญเสียเงินทั้งหมดในบัญชีได้อย่างรวดเร็ว
  2. ความซับซ้อนในการบริหารความเสี่ยง
    การใช้ leverage ต้องมาพร้อมกับการจัดการความเสี่ยงที่ดี การใช้ leverage ที่สูงเกินไปอาจทำให้นักเทรดต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เงินทุนในบัญชีหมดลงได้ง่าย การกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้
  3. อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้น
    เมื่อใช้ leverage ในการเทรด นักเทรดอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรืออัตราดอกเบี้ยจากเงินที่ยืมมา สิ่งนี้อาจส่งผลให้กำไรสุทธิของนักเทรดลดลง โดยเฉพาะหากถือครองตำแหน่งเป็นเวลานาน

วิธีการเลือก เลเวอเรจ ที่เหมาะสม

  1. ประเมินความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
    นักเทรดควรคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ในการเลือกใช้ เลเวอเรจ คือหากไม่สามารถรับมือกับการสูญเสียที่เกิดจากการใช้ leverage ได้ ก็ควรเลือกใช้ leverage ที่ต่ำลง
  2. ใช้ Leverage ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเทรด
    การใช้ leverage ควรขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดและสภาวะตลาด ตัวอย่างเช่น หากนักเทรดวางแผนที่จะถือครองตำแหน่งในระยะสั้นและสามารถติดตามตลาดได้ตลอดเวลา การใช้ leverage ที่สูงอาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากต้องถือครองตำแหน่งในระยะยาว ควรเลือกใช้ leverage ที่ต่ำเพื่อลดความเสี่ยง
  3. อย่าใช้ Leverage เกินตัว
    นักเทรดมือใหม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ leverage ที่สูงเกินไป เนื่องจากการขาดประสบการณ์และความเข้าใจในตลาดอาจนำไปสู่การขาดทุนอย่างรวดเร็ว

เลเวอเรจ มีประโยชน์อย่างไรต่อการเทรด

  1. เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด
    เลเวอเรจ คือทำให้นักเทรดที่มีทุนจำกัดสามารถเข้าถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ในการเทรดตลาดฟอเร็กซ์ที่มีความผันผวนสูง Leverage ทำให้นักเทรดสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเล็กน้อยได้
  2. สร้างโอกาสในการทำกำไรที่สูงขึ้น
    เมื่อใช้ leverage ในการเทรด นักเทรดสามารถทำกำไรได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มเงินทุนจริง การเพิ่มขนาดของตำแหน่งที่สามารถเปิดได้ช่วยให้นักเทรดทำกำไรได้มากขึ้นจากการเคลื่อนไหวของตลาดในทิศทางที่ถูกต้อง
  3. ความสามารถในการบริหารทุนที่มีประสิทธิภาพ
    Leverage ช่วยให้นักเทรดสามารถใช้เงินทุนจริงน้อยลงในแต่ละครั้ง ทำให้มีเงินทุนเหลือสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดอื่นๆ ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและทำให้นักเทรดสามารถควบคุมการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

ข้อเสียของการใช้ Leverage สูง

  1. ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น: หากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้าม Leverage สูงสามารถทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
  2. ความกดดันทางจิตวิทยา: การใช้ Leverage สูงสามารถเพิ่มความกดดันทางจิตวิทยา เนื่องจากความเสี่ยงในการขาดทุนที่สูงขึ้น

เลเวอเรจ ที่แนะนำสำหรับนักเทรดมือใหม่

เลือก เลเวอเรจ ที่เหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้น

สำหรับนักเทรดมือใหม่ การใช้ Leverage ต่ำเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเทรดโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว

การใช้ Leverage ที่แนะนำสำหรับนักเทรดมือใหม่คือ 1:10 ถึง 1:50 ซึ่งเป็นขนาด Leverage ที่ค่อนข้างปลอดภัยและยังช่วยให้คุณสามารถทำกำไรได้หากการคาดการณ์ของคุณถูกต้อง

ทำไม เลเวอเรจ ต่ำถึงเหมาะสมสำหรับมือใหม่

การใช้ Leverage ต่ำช่วยให้นักเทรดมือใหม่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า เนื่องจากการขาดทุนจะไม่ใหญ่เท่ากับการใช้ Leverage สูง หากคุณเป็นมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ การเริ่มต้นด้วย Leverage ต่ำจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับตลาดและเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น

การใช้ เลเวอเรจ สำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์

การใช้ เลเวอเรจสูงสำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์

นักเทรดที่มีประสบการณ์มากขึ้นอาจเลือกใช้ Leverage ที่สูงกว่า เช่น 1:100 หรือมากกว่า เนื่องจากพวกเขามีความรู้และทักษะในการวิเคราะห์ตลาด รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์มาก การใช้ Leverage สูงก็ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง

การใช้ Leverage สูงเหมาะสำหรับนักเทรดที่มีความมั่นใจในกลยุทธ์การเทรดของตนเองและสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

เทคนิคในการบริหารความเสี่ยงด้วย เลเวอเรจ สูง

  1. การใช้ Stop Loss: นักเทรดที่ใช้ Leverage สูงควรกำหนด Stop Loss อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียเกินควบคุม
  2. การวิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบ: นักเทรดที่ใช้ Leverage สูงควรมีการวิเคราะห์ตลาดที่ดีและติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
  3. การควบคุมขนาดของตำแหน่ง: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage สูงในทุกตำแหน่ง ควรเลือกใช้ในบางตำแหน่งที่มีความมั่นใจมากขึ้น

บทสรุปเกี่ยวกับ Leverage forex

บทสรุปเรื่อง เลเวอเรจ คือ อัตราทดที่ทำให้เราใช้มาร์จินน้อยลงเพื่อควบคุมสัญญาที่ใหญ่ขึ้น จุดแข็งคือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทุน แต่จุดเสี่ยงคือขยายผลกำไร/ขาดทุนอย่างรวดเร็ว หลักการปลอดภัยคือ เริ่มจากกำหนด “ความเสี่ยงต่อดีล” 1–2% ของพอร์ต ไม่ฝืนเพิ่มล็อตเพราะเห็นมาร์จินเหลือ เลือกเลเวอเรจ 1:50–1:200 สำหรับมือใหม่ และค่อย ๆ ไต่ระดับเมื่อมีวินัยและสถิติเพียงพอ สุดท้าย จดบันทึกทุกดีล ทดสอบระบบอย่างจริงจัง แล้วเลเวอเรจจะเป็น “คันโยก” ให้ผลงานเติบโตอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1) เลเวอเรจสูงเสี่ยงกว่าหรือไม่?

เสี่ยงกว่าถ้าใช้เพื่อ “เพิ่มล็อต” เกินแผน แต่ถ้าใช้เพื่อลดมาร์จินโดยคงล็อตเดิม ความเสี่ยงต่อดีลไม่เปลี่ยน

2) มือใหม่ควรเริ่มเลเวอเรจเท่าไหร่?

เริ่ม 1:50–1:200 เน้นล็อตเล็ก วาง SL ชัดเจน และเสี่ยงดีละ 1–2%

3) เลเวอเรจเกี่ยวกับ Margin Call/Stop Out อย่างไร?

4) เลเวอเรจมีผลกับค่าพิปไหม?

ไม่โดยตรง ค่าพิปขึ้นกับล็อตและสเปคสัญญา เลเวอเรจมีผลกับ “มาร์จินที่ต้องใช้”

5) ควรเลือกเลเวอเรจตามอะไร?

เลือกตาม Money Management, ระยะ SL, จำนวนดีลที่เปิดพร้อมกัน และสภาพคล่องที่ต้องการคงไว้

Share This Article