Sell (Short) คืออะไร วิธีการขายขาด และความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรู้

zixminer
3 Min Read

กลยุทธ์ Sell (Short) เป็นเครื่องมือขั้นสูงที่ใช้โดยนักลงทุนมืออาชีพและผู้จัดการกองทุนเพื่อสร้างผลกำไรแม้ในช่วงที่ตลาดหุ้นขาดลง ในโลกที่มีความผันผวนของตลาดเพิ่มมากขึ้น การเข้าใจวิธีการทำ Sell (Short) จึงเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่ต้องการพัฒนาทักษะการลงทุนให้ครอบคลุมหลายด้าน นักลงทุนจำนวนมากสนใจเรียนรู้เรื่อง Sell (Short) เพราะสามารถสร้างรายได้ได้ในช่วงเวลาที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่ขาดทุน โดยเฉพาะในตลาดหมีอ่อน (Bear Market) Sell (Short) เปิดโอกาสให้นักลงทุนหาทางออกจากสถานการณ์ที่ลำบากด้านการเงิน

ในช่วงนี้ของการลงทุน การรู้เรื่อง Sell (Short) ช่วยให้นักลงทุนสามารถป้องกันความเสี่ยงด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะสมกับ Sell (Short) เพราะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงมากเท่านั้น นักลงทุนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาด มีเงินทุนพอในการรองรับการขาดทุน (Margin Money) และจิตใจที่แข็งแกร่งในการจัดการเมื่อเสี่ยงเงิน การศึกษา Sell (Short) อย่างถูกต้องและลึกซึ้งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจร้ายแรง และใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการลงทุนระยะยาว

Sell (Short) คืออะไร

Sell (Short) คืออะไร – คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนักลงทุนไทย

ความหมาย Sell (Short)

Sell (Short) หรือ “การขายขาด” คือเทคนิคการลงทุนที่นักลงทุนยืมหุ้นจากโบรกเกอร์แล้วขายออกมาในราคาปัจจุบัน เพื่อรอให้ราคาลดลงแล้วซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า ผลต่างจากการขายและการซื้อคืนนั้นคือกำไรของนักลงทุน การขายขาดนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะไม่มีขีดจำกัดของราคาหุ้นที่จะขึ้น หากราคาขึ้นไปมากกว่า 100% นักลงทุนอาจสูญเสียเงินเกินกว่าจำนวนเงินลงทุนแรก การขายขาดจึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจลึกเกี่ยวกับตลาดการเงิน

เทรดด้วยต้นทุนต่ำ

Short Squeeze – เหตุการณ์ที่ผู้ขายขาดต้องเตรียมพร้อม

Short Squeeze คือสถานการณ์ที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแรงมาก ทำให้ผู้ขายขาดต้องรีบซื้อคืนหุ้นเพื่อจำกัดขาดทุนของพวกเขา ในขณะที่หลายคนขายขาดและต้องซื้อคืนพร้อม ๆ กัน ราคาจะพุ่งขึ้นไปอีกสูงขึ้น ทำให้เกิดวงจรการขึ้นของราคาที่รุนแรง ตัวอย่างเช่น GameStop (GME) ในปี 2021 ที่มีราคาหุ้นโดดเด่นจาก 20 เหรียญเป็น 350 เหรียญในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยบน Reddit ซื้อเก็บแล้วขายขาดได้จำนวนมาก หลังจาก Short Squeeze ผู้ขายขาดจำนวนมากสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า Short Squeeze เป็นความเสี่ยงที่แท้จริง

Margin Call – การเรียกชำระหนี้ที่ไม่คาดคิด

Margin Call คือการที่โบรกเกอร์เรียกให้นักลงทุนชำระเงินเพิ่มเติมเพราะบัญชี Short ของพวกเขาสูญเสียค่าเสี่ยมากจนสินค้าคงคลังไม่เพียงพอ เมื่อนักลงทุนขายขาด ตัวเขาต้องรักษาเงินหลักประกันอยู่ในบัญชี (Margin Balance) หากหุ้นมีราคาสูงขึ้นจนทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น เงินหลักประกันจะลดลง เมื่อเงินลดลงต่ำกว่าอัตราที่โบรกเกอร์กำหนด โบรกเกอร์มีสิทธิ์บังคับให้ชำระหนี้หรือปิดสถานะการขายขาด ตัวอย่างเช่น ถ้านักลงทุนขายขาด 100 หุ้นในราคา 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 60 ดอลลาร์ ขาดทุนจะอยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์ และเงินหลักประกันจะลดลง ซึ่งอาจกลายเป็น Margin Call

Borrow Stock – ขั้นตอนแรกของการขายขาด

Borrow Stock คือการยืมหุ้นจากโบรกเกอร์หรือนักลงทุนรายอื่นเพื่อให้สามารถขายหุ้นนั้นในตลาดได้ นักลงทุนไม่สามารถขายหุ้นที่ตัวเขาไม่มีได้ โดยใช้วิธี Sell (Short) ได้ ฉะนั้นต้องยืมหุ้นมาก่อน การยืมหุ้นนั้นมีค่าใช้จ่าย เรียกว่า “Borrowing Fee” หรือ “Short Borrow Fee” ที่โบรกเกอร์จะหักจากบัญชีทุกวัน สำหรับหุ้นที่มีการซื้อขายน้อยมาก (Hard to Borrow) ค่าการยืมอาจสูงถึง 50-100% ต่อปี ซึ่งจะทำให้กำไรหรือขาดทุนของการขายขาดเปลี่ยนไปอย่างมาก ตัวอย่างเช่น หากต้องการขายขาด Tesla (TSLA) แต่หุ้นนั้นหายากในตลาด ค่า Borrowing Fee อาจสูงมาก

Covering Short Position – การปิดสถานะขายขาด

Covering Short Position คือการซื้อหุ้นเพื่อเปิดระบบตีบเครื่องหรือปิดสถานะการขายขาดของตัวเอง นักลงทุนต้องซื้อหุ้นเดียวกับที่ยืมมาไป เพื่อคืนให้โบรกเกอร์และยุติสถานะการขายขาด นักลงทุนควรปิดสถานะนี้เมื่อ (1) ราคาหุ้นลดลงตามแผนแล้ว และได้กำไรเพียงพอ (2) มีข้อมูลใหม่ที่บ่งชี้ว่าราคาอาจไม่ลดลงเพิ่มเติม (3) เงินหลักประกันเหลือน้อย ต้องเพิ่มเงิน Covering Short Position ทำได้ในเวลา Market Hours ปกติ แต่บางทีอาจต้องรีบทำเมื่อเกิด Short Squeeze เพื่อหลีกเลี่ยงขาดทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไป

ความเสี่ยงของการขายขาด

ความเสี่ยงหลักของ Sell (Short) คือ (1) ขาดทุนไม่มีขีด: ไม่เหมือนการซื้อหุ้น ตัวหุ้นมีราคาสูงสุดแค่ไปจนเหลือเฉพาะ 0 ดอลลาร์ แต่เมื่อยืมมาแล้วขาย ราคาไม่มีขีดจำกัดสูง (2) Margin Call: บัญชีอาจไม่เพียงพอ (3) Borrowing Fee: ค่าใช้จ่ายสูง สำหรับหุ้นที่หายาก (4) Limited Liquidity: หุ้นบางตัวไม่มีผู้ขายเพียงพอในตลาดในเวลากรรมการเรียกคืน (5) Short Squeeze: เมื่อราคาขึ้นอย่างแรง เซลเลอร์ทั้งหลายเสี่ยงต่อขาดทุนฉับพลัน

วิธีการทำ Sell (Short) ขั้นพื้นฐาน

วิธีการทำ Sell (Short) ขั้นพื้นฐาน

ขั้นตอนการทำ Sell (Short) ครอบคลุม: (1) เปิดบัญชี Short ที่บริษัทโบรกเกอร์ที่สนับสนุนเรื่องนี้ (2) เลือกหุ้นที่คิดว่าจะลดลงในราคา (3) ยืมหุ้นจากโบรกเกอร์ (4) ขายหุ้นที่ยืมมาในราคาปัจจุบัน (5) ติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคา และเตรียมพร้อมออกจากการลงทุนเมื่อหรือไหร่ (6) ซื้อหุ้นกลับมาในราคาที่ต่ำกว่า (Covering) (7) คืนหุ้นให้กับโบรกเกอร์ เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนเหล่านี้แล้ว นักลงทุนจะได้กำไรจากส่วนต่างของราคา

ตัวอย่างการขายขาดที่สำเร็จ

ตัวอย่างหนึ่งคือการขายขาด Enron ก่อนที่บริษัทล้มเหลว นักลงทุนที่ระบุปัญหาในการจัดการการเงินของ Enron ก่อนคนอื่นได้ทำการขายขาด และได้กำไรจำนวนมหาศาล ตัวอย่างอื่นคือการขายขาด MoviePass ที่ราคาหุ้นลดลงจากราคา 38 ดอลลาร์เหลือเพียง 0.003 ดอลลาร์ หลังจากการตัดสินใจเชิงธุรกิจที่ผิดพลาด นักลงทุนที่ทำการขายขาดก่อนความล้มเหลวนั้นได้ผลกำไรที่โดดเด่นอย่างมาก

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเเพิ่มเติม ตลาด Forex เปิดกี่โมง? การปรับเวลา Daylight Saving Time

อ่านเเพิ่มเติม Trailing Stop คืออะไร ตั้งค่ายังไงและ วิธีใช้งาน

อ่านเเพิ่มเติม Spread คืออะไร? ความหมาย และวิธีคำนวณ สเปรด ในการเทรด

อ่านเเพิ่มเติม Pending Order คืออะไร? มือใหม่ Forex ต้องรู้ก่อนเข้าเทรดจริง

อ่านเเพิ่มเติม Stop Loss คืออะไร เคล็ดลับที่มือใหม่ที่ไม่ควรพลาด

บทสรุป

Sell (Short) เป็นกลยุทธ์การลงทุนระดับสูงที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรแม้ตลาดหลายขาด แต่มีความเสี่ยงที่สูงอย่างมาก นักลงทุนจำเป็นต้องมีความรู้ลึก มีทุนเพียงพอ และจิตใจที่แข็งแกร่ง การศึกษา Sell (Short) อย่างถูกต้องและฝึกฝนด้วย Paper Trading ก่อนใช้เงินจริงจะช่วยลดความเสี่ยง นักลงทุนควรจำไว้ว่า Sell (Short) ไม่ใช่สำหรับผู้เริ่มต้นทั่วไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Sell (Short) ต่างจาก Put Option อย่างไร?

Sell (Short) คือการยืมและขายหุ้นจริง โดยใช้ Margin Money และต้องคืนหุ้นให้โบรกเกอร์ ส่วน Put Option คือการซื้อสิทธิขายหุ้นในราคาที่กำหนด ไม่ต้องยืมหุ้นจริง และความเสี่ยงจำกัดเฉพาะค่า Premium ที่ชำระ Put Option เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงน้อยกว่า

สามารถขายขาด ETF ได้หรือไม่?

ได้ คุณสามารถขายขาด ETF เช่น SPY, QQQ, IVV ได้ Shorting Index นั้นปลอดภัยกว่าการขายขาดหุ้นแต่ละตัว เพราะมีความเสี่ยง Short Squeeze ที่น้อยกว่า

ต้องจ่ายค่า Borrowing Fee เสมอไหม?

ใช่ ทุกครั้งที่ยืมหุ้น ต้องจ่าย Borrowing Fee สำหรับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง Fee อาจต่ำ 0.01-0.1% ต่อปี แต่หุ้นที่หายากอาจสูงถึง 50-100% ต่อปี

Sell (Short) ถูกห้ามในประเทศไทยหรือไม่?

ห้ามสำหรับหุ้นไทย แต่นักลงทุนไทยสามารถ Short หุ้นต่างประเทศได้ เมื่อเปิดบัญชี International Trading นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ใช้ CFD แทนสำหรับ Shorting

ต้องมีเงินเท่าไหร่เพื่อเริ่มต้น?

ต้องมี Margin Money อย่างน้อย 50% ของมูลค่าหุ้นที่ขายขาด ตัวอย่างเช่น ถ้าขายขาด 10,000 ดอลลาร์ ต้องมีเงินหลักประกัน 5,000 ดอลลาร์อย่างน้

Share This Article